|   Thai English English 1300thailandcallcenter
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี - PMOC ไทยคู่ฟ้า Anti-Fake News Center Thailand Youtube สอบถามข้อมูล / ข้อเสนอแนะ

เอกสารเผยแพร่

ปาฐกถาพิเศษเนื่องในงานวันสถาปนาครบรอบ 50 ปี

Admin / 11/09/2550 / 1992 / พิมพ์หน้านี้ / 0

ปาฐกถาพิเศษเนื่องในงานวันสถาปนาครบรอบ 50 ปี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง " สวัสดิการสังคมกับกระแสการเปลี่ยนแปลง"

สวัสดิการสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสของสังคม ซึ่งในปัจจุบันงานสวัสดิการสังคมได้มีกฎหมาย แม่บทมารองรับ กล่าวคือ พ.ร.บ.ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546 โดยมีการกำหนดคุณสมบัติ นักสังคมสงเคราะห์ ว่าเป็น "ผู้ซึ่งปฏิบัติงานด้านการจัดสวัสดิการสังคม ที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี สาขาสังคมสงเคราะห์ หรือผ่านการฝึกอบรม ด้านสังคมสงเคราะห์ตามมาตรฐานที่คณะกรรมการกำหนด หรือ ที่มีคุณสมบัติตามที่คณะกรรมการกำหนด โดยประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา"
หลายท่านในสังคมอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า "welfare" แต่ในฐานะผู้บรรยายซึ่งสำเร็จการศึกษาทางด้าน เศรษฐศาสตร์ มักจะรับรู้ในบริบทของ นโยบายการคลังสาธารณะ welfare state หรือสวัสดิการโดยรัฐ / รัฐ สวัสดิการ
welfare economics เป็นวิวัฒนาการที่เกิดขึ้น หลังจากที่ระบอบทุนนิยมพัฒนามาได้ระยะหนึ่ง ซึ่งเป็น ระบบเศรษฐกิจ แบบการตลาดที่มุ่งก่อให้เกิดการแข่งขันโดยสมบูรณ์ เป็นแนวคิดหลักของนักเศรษฐศาสตร์ในยุค แรกๆ แต่ทว่า เมื่อมีการแข่งขันกัน รุนแรงมากขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาช่องว่าระหว่างคนรวยกับคนจนที่ห่างมากขึ้น เรื่อยๆ เช่นเดียวกัน จึงทำให้เกิดแนวคิดที่ต่อต้านระบอบทุนนิยม นั่นก็คือ ระบอบคอมมูนิสต์ แพร่ขยายไปทั่วโลก
ใน ค.ศ. 1180 (พ.ศ. 1723) ที่ประเทศเยอรมัน ได้เกิดแนวคิดด้านสวัสดิการสังคมขึ้น อาทิ กฎหมายการ ประกันสุขภาพ กฎหมายการประกันอุบัติเหตุขึ้นอย่างง่ายๆ นับว่าเป็นปฐมบทด้านสวัสดิการสังคมก่อนประเทศ อังกฤษ ดินแดนที่พระอาทิตย์ ไม่เคยตกด้วยซ้ำ
และเมื่อเวลานานเนื่อง 25 ปีต่อมาแนวคิดด้านสวัสดิการสังคมในประเทศอังกฤษจึงเริ่มเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น กฎหมาย ด้านการประกันสุขภาพ การประกันการว่างงาน ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่แตกต่างไปจากแนวคิดแบบทุนนิยม โดยสิ้นเชิง
จนกระทั่งใน ค.ศ. 1930 (พ.ศ. 2473) โลกต้องประสบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทำให้สหรัฐ อเมริกา มีการควบคุมดอกเบี้ยในการกู้ยืม รัฐบาลต้องออกมาตราการชดเชยการว่างงาน มีการสนับสนุนการรวมตัว ของสหภาพแรงงาน เริ่มมีระบบประกันสังคมเกิดขึ้น แต่กว่าระบบดังกล่าวจะเกิดขึ้นมาได้นั้น ก็มีแนวคิดต่อต้าน และมีการถกเถียงกันในวงสังคม อย่างกว้างขวางในหลาย ๆ ประเด็น ทั้งการตั้งคำถามในกระแสสังคมว่าการ ประกันการว่างงาน จะทำให้คนไม่อยากทำงาน เพิ่มมากขึ้นหรือไม่ การมีการประกันผู้สูงอายุจะทำให้คนในสังคม ไม่ยอมเก็บหอมรอมริบหรือเปล่า จนกระทั่งนำไปสู่ความเสียหาย ทางเศรษฐกิจ เกิดขึ้น แต่ถึงที่สุดแล้วถึงแม้จะมี การขัดแย้งบ้างในบางส่วน แต่เมื่อมีการผ่านร่างกฎหมายในสภา ก็สามารถ ผ่านไปได้ด้วยคะแนนเสียงที่ท่วมท้น ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอุตสาหกรรมที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในประเทศต่างๆ
เมื่อย่างเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งสภาพสังคมก็มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นความหมายของ คำว่า สวัสดิการสังคมจึงมี การแปรเปลี่ยนตามกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมีความหมายที่กว้างมาก ยิ่งขึ้น คือ เป็นระบบการจัดบริการ ทางสังคม ซึ่งเกี่ยวกับการป้องกันการแก้ไขปัญหา การพัฒนา และการส่งเสริม ความมั่นคงทางสังคม เพื่อตอบสนองความจำเป็น ขั้นพื้นฐานของประชาชน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และพึ่งตนเอง ได้อย่างทั่วถึง เหมาะสม เป็นธรรม และให้เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งทางด้านการศึกษา สุขภาพ อนามัย ที่อยู่อาศัย การทำงานและการมีรายได้ นันทนาการ กระบวนการยุติธรรม และการบริการ ทางสังคมทั่วไป โดยคำนึงถึง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิที่ประชาชนจะต้อง ได้รับและการมีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคม ทุกระดับ
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันสังคมไทยจะมีการวางรากฐานด้านสวัสดิการสังคมมารองรับแล้ว แต่ประชากร 32 ล้าน คนก็ยังไม่มี ความมั่นคงในชีวิตเมื่อย่างก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ
ในขณะที่ ปี 2544 มีผู้สูงอายุถึง 1.2 ล้านคน ที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ในความเป็นจริงรัฐกลับมีงบเกี่ยวกับ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ประมาณปีละ 4 แสนคนเท่านั้น
ในขณะที่เมืองไทยมีผู้ติดเชื้อเอดส์จำนวนหลายแสนคน แต่เรากลับมียาวัคซีนจำนวนเพียงเล็กน้อย และใน ขณะที่มีการถามถึงจำนวนคนพิการในเมืองไทย คำตอบที่ได้รับคือประมาณ 1-6 ล้านคน บางหน่วยงานมีการ สำรวจ บอกว่ามีประมาณ 8 แสนถึง1 ล้านคน แต่ในทางทฤษฎีอาจมีสูงถึง 6 ล้านคน นัยยะนี้บ่งชี้ให้เราเห็นถึง อะไร มันเป็นตัวบ่งชี้ว่า ระบบการจัดเก็บข้อมูลยังไม่เป็นมาตรฐาน ยังไม่มีทะเบียนคนพิการที่ชัดเจน
ส่วนเผ่าชนคนกลุ่มน้อยต่างๆ ในสังคมไทยก็ยังไม่ได้รับการที่ดูแลที่ทั่วถึงจากรัฐบาล ทั้งในด้านการศึกษา การขอสัญชาติ ทั้งบุคคลที่มีสิทธิและไม่มีสิทธิ ที่ยังมีปัญหาอยู่ อย่างเช่นตัวอย่าง ที่คนจีนที่หลบหนีเข้ามาอยู่ใน ประเทศไทยมาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 - 30 ปี แต่ลูกที่เกิดในเมืองไทยก็ยังถือว่าเป็นการเข้าเมืองผิดกฎหมายเช่นเดียว กันกับพ่อแม่ หรือถึงแม้ว่าจะมีสิทธิในการเรียนหนังสือ แต่ก็มีปัญหาตามมาอีกมากไม่ว่าจะเป็นการออกวุฒิบัตร การสมัครเข้าทำงาน หรือการรับบริการทางสาธารณสุข เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าจำนวนคนชายขอบในกลุ่มต่างๆ รวมๆ กันแล้วมีหลายล้านคนเลยทีเดียว ฉะนั้นเราคงต้องมอง ต้นตอของปัญหา ว่าเกิดจากสาเหตุใดกันแน่ หรือจะเป็นเพราะปัญหาด้านการบริหารที่ผู้ด้อยโอกาสยากต่อการ เข้าถึงระบบบริการ การไม่ได้รับการ ช่วยเหลือหรือส่งเสริมจากทางภาครัฐ การขาดการสำรวจกลุ่มเป้าหมายที่ดี พอ หรือค่าใช้จ่าย งบประมาณทางการคุ้มครอง ทางสังคมที่มีน้อยเกินไป
ทั้งนี้ในปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นรัฐบาลกำลังหาทางช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้อยู่ โดยมีนโยบายการเชื่อมโยงกับ นโยบาย สวัสดิการสังคมอยู่หลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะดังนี้
ด้านแรกเป็นความพยายามที่ต้องการจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ให้เกิดการกระจายส่วนแบ่งความมั่งคั่ง อย่างเป็นธรรม มีการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจแบบมาตรฐาน ทั้งเรื่องการสะสางโครงสร้างหนี้สิน การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การส่งเสริมการส่งออกสินค้า การส่งเสริมการท่องเที่ยว การนำเงิน/ทุนที่จมอยู่มาก ในภาคธนาคาร ดึงขึ้นมาใช้ให้กระจายไปสู่ ภาคเกษตรกรรม/ชนบทมากขึ้น
และอีกด้านหนึ่งที่ค่อนข้างจะเชื่อมโยงกับสวัสดิการสังคมโดยตรง คือ เรื่องการศึกษา นโยบายประกัน สุขภาพให้ประชาชน 30 บาทรักษาทุกโรค นอกจากนี้ยังมีนโยบายเอื้ออาทรเกิดขึ้นอีกมากมาย โดยที่เจตนารมณ์ ของนโยบายเอื้ออาทร คือต้องการที่จะพัฒนา ศักยภาพของคนในสังคมให้สามารถพึ่งตนเองได้ พยายามเปิด โอกาสให้เขาเข้าถึงแหล่งทุนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะคนยากจน
โดยวิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ นอกจากภาครัฐแล้ว ยังต้องอาศัยความร่วมมือของชุมชน ให้ชุมชนได้เข้ามามี บทบาท ในการจัดสวัสดิการสังคม และในขณะเดียวกันเราเองคงต้องมีการนิยามความหมายของ "ความยากจน" ใหม่ ว่าความยากจน เกิดจากอะไร การขาดโอกาส หรือการไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุน / แหล่งทรัพยากรทาง สังคมได้
แต่ประเด็นแหลมคมที่น่าสนใจที่มักกล่าวกันในปัจจุบัน คือ ความยากจนเชิงโครงสร้าง ซึ่งก่อนแก้ปัญหา คงต้องหยั่งราก ให้ลึกถึงโครงสร้างทางสังคมด้วย ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาที่ดินทำกิน คนยากจนไม่มีที่ดินทำกิน ในขณะที่คนที่มีที่ดินมาก ก็กลับไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งป่าที่เสื่อมโทรมก็ไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง ทั้งที่สามารถปรับปรุงแปรสภาพให้เป็น ป่าเศรษฐกิจ หรือป่าชุมชนได้
หรือปัญหาภัยธรรมชาติที่พบว่า งบประมาณที่ใช้ในการป้องกันปัญหาน้ำท่วมมีประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่ง ถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับงบประมาณหลังน้ำท่วม ซึ่งได้งบเป็นพันๆ ล้าน ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันจังหวัดที่ประสบ ปัญหาน้ำท่วมมิใช่มีแค่ 10 - 20 จังหวัดเหมือนดังเช่นในสมัยก่อน แต่กลับเพิ่มเป็น 50 - 60 จังหวัด ทั่วทั้ง ประเทศ ทำให้มีคนยากจนเกิดมาใหม่เรื่อย ๆ และยังมีคนจนซ้ำซากอีกเท่าไรที่เขาต้องประสบปัญหาทุกปีและ การที่เกษตรกรของไทยไม่สามารถปลูกไม้ยืนต้นได้ ก็เป็นเพราะไม่มีธนาคารแห่งใดที่ยอมปล่อยสินเชื่อระยะยาว ให้กับ ภาคเกษตรกรรม อ้างเหตุว่าไม่มีหลักประกันที่แน่นอน ทำให้เกษตรกรขาดโอกาสที่จะมั่นคงขึ้น ทั้งที่ใน สภาพ ความเป็นจริง ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ 5 - 6 ปีที่ผ่านมาคนที่มาชำระหนี้ตรงตามกำหนดเวลากลับเป็น เกษตรกรโดยส่วนใหญ่ ในขณะที่ ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ นอกจากจะไม่ได้มาชำระหนี้ตรงตามกำหนดแล้ว ยังต้อง ให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ โดยการตั้งกองทุน ฟื้นฟูซึ่งใช้งบประมาณเป็นพันเป็นหมื่นล้านในการพยุงเศรษฐกิจ ให้ฟื้นตัว
ถึงที่สุดแล้วจากสภาพการณ์ทางสังคมที่สลับซับซ้อนมากขึ้น เราจึงไม่สามารถใช้การแก้ไขปัญหาแบบมิติ เดียวได้ แต่ทว่า เราต้องช่วยกันทบทวนกฎหมาย กติกาสากลทั้งหลายว่า สามารถให้การคุ้มครองทางสังคม ครอบคลุมแล้วหรือยัง งานสวัสดิการสังคมจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่ายมากขึ้น มีการทำงาน ร่วมกับภาคสังคมมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งก่อเกิดเป็นเครือข่าย เป็นพันธมิตร
ดังนั้นความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง จึงเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญที่เราไม่ควรมองข้ามในการแก้ไข ปัญหาความยากจน ในอนาคต



หมวดอื่นๆที่น่าสนใจ

สถิติผู้เข้าชมวันนี้: 0 ครั้ง | สถิติผู้เข้าชมเมื่อวานนี้: 0 ครั้ง | สถิติผู้เข้าชมเดือนนี้: 0 ครั้ง | สถิติผู้เข้าชมปีนี้: 0 ครั้ง | สถิติผู้เข้าชมทั้งหมด: 0 ครั้ง

ipv6 ready Level Double-A conformance, W3C WAI Web Content Accessibility Guidelines 2.0 เครื่องหมายรับรองมาตรฐาน WCAG 2.0 (Level AA)